Radish 🍙 Profile picture
20+ | 🇹🇭 | เป็นหัวไชเท้ากั๊บ เรียกราดิชหรือไชเท้าก็ได้ | :0 🍡🍭🍮🍩🍫🥐🍠🍕🥞🍳 | ออลพระเอกเลือดบริสุทธิ์ | กรีดเลือดออกมาเป็นน้ำเก๊กฮวย

Nov 10, 2021, 33 tweets

อันเก่าไม่จบแต่จะเปิดอันใหม่แล้ว #ออลทาเค แบล็คดราก้อนทาเค

au ทาเคมิจิรุ่นเดียวกับชินอิจิโร่

*ทาเคมิจิจะนิสัยแบบเดียวกับตอนอายุ27 ไม่ย้อมผมไม่เป็นนักเลง

________

ฮานะฮาคิ ทาเคมิจิ ไม่ใช่คนที่มีเพื่อนเยอะนัก

โดยเฉพาะตั้งแต่ขึ้นมัธยมปลายมา เรียกได้เลยว่าน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ทาเคมิจิจะจดจำเรื่องราวของเพื่อนแต่ละคนได้อย่างแม่นยำ แม้บางเรื่องไม่อยากจะจำเท่าไหร่ก็ตาม

แต่ถึงแม้จะน้อยนิด ในบรรดารายชื่อนั่นก็มีอยู่คนนึงที่พิเศษยิ่งกว่าใครๆ

ซาโนะ ชินอิจิโร่

ชายหนุ่มตัวสูงที่มักจะมาพร้อมกับบรรยากาศสบายๆและรอยยิ้มไร้พิษภัย

พินิจดูกี่ทีรูปลักษณ์ก็ช่างขัดแย้งกับตำแหน่งหัวหน้าแก็งซิ่งขาใหญ่ของเจ้าตัวเหลือเกิน

ชินอิจิโร่นั้นเรียนอยู่คนละห้องกับเขา แต่ชื่อเสียงด้านความโด่งดังของแก็งอันธพาลก็กระฉ่อนมาถึงหูทาเคมิจิอยู่บ่อยครั้งด้วยสื่อกลางอันเป็นเสียงซุบซิบนินทาจากคนในห้อง

สารภาพเลยว่าตอนนั้นก็แอบนึกสงสัยอยู่เหมือนกันว่าจะเป็นสัตว์ประหลาดแบบไหน

จนวันที่ได้มาเห็นเองกับตา ถึงได้รู้ซึ้งถึงตัวตนของชายที่แบกรับชื่อแบล็คดราก้อนไว้บนบ่าคนนี้

ถ้าหากจะให้เปรียบเทียบก็คงจะเป็น...สัตว์ประหลาดที่อ่อนโยนผิดมนุษย์ล่ะมั้ง

การพบเจอของพวกเราเป็นเรื่องบังเอิญ

มันเป็นวันหนึ่งในฤดูหนาว ตัวเขาที่เป็นเวรทำความสะอาดจึงต้องกลับบ้านช้ากว่าปกติอย่างเลี่ยงไม่ได้

ทั่วทั้งโรงเรียนนั้นเงียบสงัด ผนังปูนเย็นเยียบอาบไร้แสงอาทิตย์ที่ใกล้ลาลับขอบฟ้าเต็มที

ในขณะที่สองขากำลังรีบก้าวเพื่อขนถุงขยะไปยังจุดทิ้ง สายตาเจ้ากรรมก็ดันเหลือบไปเห็นบางอย่างที่ไม่สมควรเข้าจนฝีเท้าต้องหยุดชะงัก

"แกเองสินะหัวหน้าไอ้กลุ่มกิ้งก่าอะไรนั่น"

"โถๆ ก็ไม่เห็นจะดูน่ากลัวเท่าไหร่เลยนี่หว่า?"

"อย่าไปแกล้งมันน่า เดี๋ยวก็ร้องงอแงไปฟ้องแม่หรอก"

เสียงระเบิดหัวเราะระดับที่ว่าเขาที่ยืนอยู่ไกลลิบยังได้ยินแจ่มชัด ดังออกมาจากกลุ่มนักเลงสามคนที่กำลังยืนล้อมหน้าล้อมหลังใครบางคนไว้อยู่

ทาเคมิจิเพ่งตามองชั่วครู่บวกกับประโยคเมื่อกี้ก็แน่ใจได้ทันทีว่าเจ้าของเส้นผมสีดำสนิทปาดเจลแบบนักเลงสุดเตะตานั่นคงเป็นใครไปไม่ได้นอกจากชินอิจิโร่

"อ้าวเฮ้ย? เงียบไปเลยเหรอจ๊ะ"

เอาไงดี...

ต้องเข้าไปช่วยรึเปล่า สามรุมหนึ่งเลยนะนั่น

แต่มันก็ไม่ใช่ธุระกงการอะไรของเขาด้วย จะทำหลับหูหลับตาเดินผ่านไปก็ได้ ยังไงๆต่อให้เข้าไปยุ่งก็ดูเหมือนจะช่วยอะไรไม่ได้อยู่ดี

ซาโนะคุงก็เป็นถึงหัวหน้านักเลงที่คุมแถบนี้คงจะไม่เป็นไร–

ผลั่ก!

ขาที่กำลังจะก้าวต่อหยุดนิ่งลงกลางอากาศ...

เสียงเหมือนของหนักๆกระทบกันเรียกความสนใจจากดวงตากลมโตให้กลับไปอีกครั้ง ภาพร่างของคนที่เขาพึ่งวางใจเชื่อมั่นไปไม่กี่วิร่วงลงกับพื้นทำหัวใจดวงน้อยๆชาวาบ

เขาควรจะทำยังไง

เข้าไปห้าม? โทรขอให้คนอื่นช่วย? เรียกตำรวจ?

เหงื่อกาฬผุดขึ้นเต็มกรอบหน้า ความโลเลเข้าเกาะกุมร่างกาย ใจนึงก็คิดอยากจะวิ่งหนีไปให้ไกล แต่ความผิดชอบชั่วดีกลับดึงรั้งขาเอาไว้จนไม่อาจเบือนหน้าหนีจากเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นได้

ทาเคมิจิกำถุงขยะแน่นขึ้นด้วยมือที่เริ่มสั่นเทา

ชีพจรเต้นถี่ขึ้นทุกวินาทีที่คนโดนประทุษร้ายโงนเงนร่างลุกขึ้นมาหยัดยืนอีกครั้ง อีกครั้ง และอีกครั้ง

ถ้าหาก...

ถ้าหากว่า...เขาแข็งแกร่งมากกว่านี้ล่ะก็

ดวงตาไหววูบยามมองเห็นใบหน้าเรียบเฉยไม่ได้ใส่ใจกำเดาที่ไหลเจิ่งนองจากจมูก

ไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวความโกรธหรือกลัวยามคำขู่กรรโชกถูกตะโกนใส่หน้า

ถึงจะโดนต่อยจนซวนเซก็จะกลับมายืนอย่างมั่นคงเช่นเดิมไม่ว่ากี่ครั้ง

"..."

เท่ชะมัด

สะบักสะบอมขนาดนั้นแต่กลับดูเท่เหลือเกิน

ช่างต่างจากตัวเขาราวอยู่คนละโลก..

"เฮ้ย!! ตอบสิวะ! หูหนวกรึไง!?"

และดูเหมือนในที่สุดชินอิจิโร่ก็สังเกตุเห็นผู้ชมไม่ได้รับเชิญเข้าจนได้

ทาเคมิจิยืนแข็งค้างเป็นก้อนหินเมื่อท้องทะเลยามค่ำคืนในดวงตาคู่นั้นเลื่อนมาสอดประสานสายตากับเขาพอดิบพอดี

ช่างหน้าแปลก...ไม่มีการร้องขอความช่วยเหลือหรือสิ่งใดเจืออยู่บนสีหน้าแม้ตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบาก

ชินอิจิโร่เพียงหยุดสายตาไว้นิ่งก่อนยกมุมปากราบเรียบขึ้นเชื่องช้า

'ไปซะ'

ริมฝีปากประดับรอยยิ้มบางขยับเป็นคำพูดไร้เสียง

ทุกการกระทำนั้นแจ่มชัดอยู่ในสายตาของทาเคมิจิ

ทั้งตอนที่มือของนักเลงคนนึงกระชากคอเสื้ออีกฝ่ายจนยับยู่ยี่

ทั้งตอนที่ใครซักคนง้างหมัดขึ้นจะต่อยใบหน้าช้ำๆซ้ำด้วยความโมโห

หรือแม้กระทั่งวินาทีที่ดวงตาสีหมึกเบิกกว้างขึ้นอย่างตื่นตะลึงเมื่อร่างนักเลงคนนั้นกระเด็นหายไปจากวิสัยทัศน์ด้วยลูกเตะของเขา

"วิ่ง!"

เหวี่ยงถุงขยะในมือใส่นักเลงอีกสองคนก่อนตะโกนสุดเสียง

ไม่ต้องให้ใครรีรอสองร่างก็พากันวิ่งไม่คิดชีวิต ฝ่าลมหนาวเสียดผิวหนีออกมาจากบริเวณนั้นได้สำเร็จ

ทั้งที่ไม่รู้จักมักคุ้นกันมาก่อนแต่ก็วิ่งกระหืดกระหอบพร้อมหัวเราะสุดเสียงด้วยกันราวสนิทมาแรมปี

เป็นช่วงเวลาที่ต่อให้อยากลืมเลือนแค่ไหนก็ดูจะเป็นไปไม่ได้

"ท่าเตะตะกี้เจ๋งชะมัด! กระโดดอย่างสวยเลย!" "

"แฮ่ก.. แค่ฟลุ๊คหรอกน่า!"

อย่างกับว่าภาพชายหนุ่มตัวท็อปของแก็งค์นักเลงในสายตาทาเคมิจิได้ละลายหายไปกับสายลมยามเย็นและกลิ่นชื้นของยอดหญ้า

เหลือเพียงเพื่อนร่วมชั้นธรรมดาๆคนนึงไม่มากไม่น้อยไปกว่านั้น

และนั่นคือการพบกันระหว่างเขาและชินอิจิโร่

….

"ทา เค มิ จิ — !"

"ไปซิ่งรถกันเถอะ!"

ดวงตากลมกระพริบปริบละสายตาขึ้นจากนิตยสารในมือ สีหน้าคล้ายโลกกำลังจะแตกถูกส่งมาให้แยงกี้หนุ่มที่ยืนยิ้มร่าอยู่หน้าห้องเรียน

ไม่นานก็เปลี่ยนเป็นความอ่อนอกอ่อนใจเมื่อเห็นความไร้พิษภัยในท่าทางสุดจะเถรตรงนั่น

มันมักจะเป็นแบบนี้อยู่เสมอ ช่วงเย็นแสนน่าเบื่อที่อยู่ๆก็ถูกพายุแห่งสีสันอย่างคนตรงหน้าแต่งแต้มซะเลอะเทอะไม่เป็นท่า

ถึงกระนั้นทาเคมิจิก็ไม่เคยคิดจะปฏิเสธมันได้เลยซักที

"ชินอิจิโร่คุง....แต่ฉันไม่มีมอเตอร์ไซค์นะ"

"ซ้อนท้ายฉันก็สิ้นเรื่อง ไปกันเร็ว ถ้ามืดก่อนจะแย่เอานะ"

"โอเคๆ"

เกาศีรษะหัวเราะแห้งๆ เสตาออกนอกหน้าต่างไปไกลในขณะยันตัวลุกขึ้นจากเก้าอี้

หลังจากเหตุการณ์ในวันนั้นชินอิจิโร่ก็มักแวะเวียนมาหาเขาอยู่บ่อยครั้ง...บ่อยที่แปลว่ามาทุกวัน

สิงสถิตอยู่ข้างโต๊ะเรียนทาเคมิจิราวกับเป็นห้องประจำของตัวเองก็ไม่ปาน ชวนคุยเรื่องมอเตอร์ไซค์บ้าง ชีวิตประจำแสนเรียบง่ายกว่าที่ตาเห็นบ้าง

บางครั้งก็ชักชวนไปนั่งรถเล่นด้วยกันตามประสาคนคลั่งไคล้มอเตอร์ไซค์ยิ่งกว่าอะไร

ใช้ชีวิตไม่ทุกข์ร้อนไปเรื่อยๆกับสิ่งที่ตัวเองชอบ หากจะให้คำนิยามชีวิตของซาโนะ ชินอิจิโร่ก็คงเป็นแบบนั้นล่ะมั้ง

"เฮ้! ทาเคมิจจิ!"

"อ-โอ๊ส!"

"เหม่ออะไรอยู่น่ะ รีบไปกันเถอะ"

แบบนี้....คงเรียกว่าเป็นเพื่อนกันได้นั่นแหล่ะ

"เกาะแน่นๆเลยนะ ทาเคมิจจิ!"

คิดดูก็ช่างตลกร้าย

พอมานั่งไตร่ตรองถึงสถานะต่างๆแล้วตัวเขาที่ไม่มีอะไรดีพอจะดึงดูดใครกลับกลายเป้าสนใจของแม่เหล็กผู้คนชั้นดีอย่างชินอิจิโร่เนี่ย มองจากมุมไหนก็ดูพิลึกพิลั่นดีจัง

แม้จะเป็นนักเลงหัวไม้แต่จากที่ทาเคมิจิได้สังเกตุมาอยู่หลายวัน เจ้าตัวไม่ว่าจะตอนอยู่ในหรือนอกโรงเรียนก็มักถูกรายล้อมไปด้วยผู้คนอยู่เสมอ ดูราวกับเป็นศูนย์กลางของใครหลายๆคนไปโดยธรรมชาติ

เป็นแม่ไก่ที่มีเหล่าลูกเจี๊ยบเดินตามเป็นขโยง..

"หยุดทำหน้าอมทุกข์ได้แล้วน่า"

เหม่อมองเส้นผมปลิวสไวสีเข้มของคนเบื้องหน้าก่อนสติถูกดึงกลับมาด้วยเสียงเร่งเครื่องและคำพูดเจือความเป็นห่วงเป็นใย

ทาเคมิจิเอียงคอเล็กน้อย

"ฉันเหรอ…"

"แหงอยู่แล้ว ทำหน้าแบบนั้นเดี๋ยวก็มีใครเข้าใจผิดว่าฉันไปไถเงินแกอีกหรอก"

"เคยมีเรื่องแบบนั้นด้วย?"

"หลายรอบเลยล่ะ"

"ขอโทษ..."

"ขอโทษอะไรกัน ตลกจะตาย"

ชินอิจิโร่ฉีกยิ้มกว้างหัวเราะไม่ถือสาแม้ดวงตาจะยังไม่ละความสนใจจากท้องถนน ภาพสะท้อนรอยยิ้มไร้ความกังวลนั่นจากกระจกข้างช่างทำให้หัวใจเบาสบายได้อย่างน่าประหลาด

ขณะเดียวกันบางสิ่งที่ติดอยู่ในใจก็เริ่มก่อตัวใหญ่ขึ้นตามไปด้วย

"จริงสิ! ฉันได้บอกแกไปรึยังว่าวันนี้ไม่ได้ชวนมานั่งรถเล่นเฉยๆ"

"เอ๋?"

"เจ้าพวกคนในแก๊งมันอยากเจอนายน่ะ ไปด้วยกันหน่อยสิ"

สมองหยุดทำงานไปชั่วครู่

อยากเจอ...งั้นเหรอ – ?

มาถึงขนาดนี้แล้ว ก็ไม่ต่างอะไรจากมัดมือชก

หากจะให้ปฏิเสธเขาคงต้องโดดลงจากมอเตอร์ไซค์ไปจูบพื้นถนนแถวนี้เป็นแน่ สุดท้ายหลังจากคิดหาทางหนีอยู่หลายตลบทาเคมิจจิจึงตอบรับในคอสั้นๆอย่างจำยอม

แม้อากาศจะแสนปลอดโปร่ง ออกจะเย็นตัวลงมากด้วยซ้ำเมื่อใกล้ค่ำคืนแต่เหงื่อของคนพึ่งถูกชักชวนไปเป็นแขกของแก๊งซิ่งขาใหญ่ก็กำลังไหลจนเปียกหน้า

แน่ล่ะ…ลองมาอยู่ในสถานการณ์เดียวกันกับเขาดูสิ ถูกรุมจ้องล้อมหน้าล้อมหลังโดยชายฉกรรจ์หน้าตาสุดโหดชนิดที่ว่าแค่มองหัวใจงี้ยังแทบกระเด็นออกมาเต้นฮิปฮอป

ส่วนเจ้าตัวต้นเรื่องก็ยืนยิ้มแป้นแล๊นภูมิใจอยู่ไม่ไกลหลังจากเอาเขามาปล่อยกลางวงล้อมนักเลงแล้วก็ไม่คิดจะห้ามลูกน้องตัวเองเลยสักนิด

เป็นทาเคมิจิที่ต้องมารับกรรมยืนตัวหดเหลือสองเซนให้สายตาหลากหลายคู่สำรวจตั้งแต่หัวจรดเท้า

“เห็นชินจังโม้ไว้เยอะ แต่ตัวเล็กกว่าที่คิดอีกแฮะ”

“เสียมารยาทน่าวากะ นี่มันวัยกำลังโต”

“อายุพอกันไม่ใช่รึไง หรือกำลังจะบอกว่าเบงเคนี่ก็กำลังโต?”

“พวกแกนั่นแหล่ะที่เสียมารยาท”

แล้วคนตัวใหญ่ที่สุดก็ทุบตุ้บเข้ากลางศีรษะของร่างสูงสองคนตรงหน้าเขาด้วยแรงไม่เบานัก ก่อนจะหันขวับเขม่นตาใส่สมาชิกคนอื่นๆด้านหลังให้สลายไทมุงซะ

หวา เป็นคนดีนี่นา…อยากจะขอโทษที่สั่นกลัวเพราะรูปลักษณ์ภายนอกสักล้านครั้ง

“โทษทีนะ ชินมันกำลังเห่อนายน่ะเลยเอาไปป่าวประกาศไปทั่ว”

“เฮ้! อย่าเผากันสิ แล้วฉันก็ไม่ได้เห่อสักหน่อย”

“เออ ไม่ได้เห่อเลย มาประชุมแก๊งสายประจำเพราะพาเจ้านี่ไปขี่รถเล่น เจอหน้ากันทีปากก็เอาแต่พูดทาเคมิจจิอย่างนู้นทาเคมิจจิอย่างนี้ ไม่เรียกเห่อให้เรียกอะไร ตกหลุมร–อัก!“

“วันนี้โอมิพูดมากจัง”

เจ้าของเส้นผมสีบลอนทองฉีกยิ้มหวานหลังจากทำการสับศอกใส่ท้องคนที่ได้ชื่อว่าเป็นรองหัวหน้า หันมาหยิบยื่นไมตรีให้แขกคนพิเศษในรูปอมยิ้มสีหวานราวกับเห็นฝ่ายตรงข้ามเป็นเด็กสามขวบ

“ฉันอิมาอุชิ วากาสะ ขอบคุณที่ดูแลชินจังนะ”

เอาจริงดิ…ถ้าไม่รับจะโดนหักแขนไหมเนี่ย

Share this Scrolly Tale with your friends.

A Scrolly Tale is a new way to read Twitter threads with a more visually immersive experience.
Discover more beautiful Scrolly Tales like this.

Keep scrolling